ลานนาคอมกับความยั่งยืน
ทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม
Lannacom with Energy Sustainability and Environmental Friendliness
ลานนาคอม เดินหน้าสู่การพัฒนาอาคารสำนักงานให้เป็นอาคารเขียวเพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อให้ผ่านเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานทางสิ่งแวดล้อมไทยสำหรับอาคารระหว่างการใช้งาน หรือ TREES-EB (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability for Existing Building: Operation and Maintenance) เพื่อให้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสถาบันอาคารเขียวไทยควบคู่กับเป้าหมายสำคัญประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
เราให้ความสำคัญ
สืบเนื่องจากการประชุม COP26 (Conference of the Parties) ครั้งที่ 26 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ระหว่างวันที่ 1 ถึง 12 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา บริษัทเริ่มจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับตัวชี้วัดยั่งยืนองค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ตามแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กร (CFO) ขององค์การบริการจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.


โครงการของเรา
Our project
เจตนารมณ์
บริษัท ลานนาคอม จำกัด มีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและสร้างความยั่งยืนระหว่างการใช้งานอาคารสำนักงาน บริษัท ลานนาคอม จำกัด สำนักงานใหญ่ ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดการอนุรักษ์พลังงานอย่างสูงสุด ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและก่อมลภาวะลดลงในขณะที่คุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารเพิ่มขึ้น โดยเลือกปฏิบัติตามเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวของสถาบันอาคารเขียวไทย
Intention
Lannacom Company Limited has the intention and determination to promote sustainability during the use-phase of the Lannacom office building. This involves adhering to the requirements set by the Thai Green Building Institute (TGBI) to ensure environmental friendliness and achieve maximum energy conservation. As a result, the impact on the environment and pollution is reduced, contributing to an increase in the quality of life for building users.

ความสำคัญและที่มาของโครงการ
อาคารและสิ่งก่อสร้างเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างการใช้งานอาคาร (use phase) เนื่องจากอาคารมีการบริโภคพลังงานอย่างสูงจากระบบปรับอากาศและระบายอากาศ การใช้น้ำ การใช้แสงสว่างและอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงการเกิดของเสียและขยะระหว่างการใช้งานอาคารด้วย นอกจากนี้การก่อสร้างอาคารยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการรุกล้ำระบบนิเวศเดิม หรือเป็นสาเหตุของปัญหาน้ำท่วม ปรากฏการณ์เกาะร้อนเมือง รวมถึงการทำลายธรรมชาติจากการแสวงหาวัสดุก่อสร้างด้วย อย่างไรก็ตามแม้อาคารจะก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าวข้างต้นระหว่างการใช้งานแต่ผู้ออกแบบหรือเจ้าของอาคารยังจำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีและส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้นอาคารจึงต้องมีความสมดุลทางการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารที่เหมาะสม
บริษัท ลานนาคอม จำกัด ได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปรับปรุงอาคารให้เกิดความยั่งยืนและเอื้อต่อการลดผลกระทบที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนรวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ จึงมีแนวคิดในการพัฒนาอาคารให้เป็นอาคารเขียวเพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ณ อาคารสำนักงาน บริษัท ลานนาคอม จำกัด (สำนักงานใหญ่) จังหวัดเชียงใหม่ ในการนี้
บริษัทได้คัดเลือก บริษัท เอลซี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ELSY Corporation Co., Ltd.) เป็นบริษัทที่ให้บริการทางด้านการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยเข้ามามีส่วนร่วมให้คำปรึกษาและดำเนินการเพื่อให้ผ่านเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานทางสิ่งแวดล้อมไทยสำหรับอาคารระหว่างการใช้งาน
หรือ TREES-EB (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability for Existing Building: Operation and Maintenance) เพื่อให้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสถาบันอาคารเขียวไทย (Thai Green Building Institute: TGBI)

โครงการ พัฒนาอาคารบริษัท ลานนาคอม จำกัด (สำนักงานใหญ่) เพื่อความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม
โดยเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานทางสิ่งแวดล้อมไทยสำหรับอาคารระหว่างการใช้งาน หรือ TREES-EB (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability for Existing Building: Operation and Maintenance) Version 1.0 ด้วยหลักการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการออกแบบอาคารเขียว ซึ่งประกอบด้วยหลักการออกแบบที่สำคัญ 8 ด้านได้แก่ ด้านการบริหารจัดการอาคาร (building management) ด้านการวางผังบริเวณและภูมิทัศน์ (site and landscape) ด้านการประหยัดน้ำ (water conservation) ด้านพลังงานและบรรยากาศ (energy and atmosphere) ด้านการใช้วัสดุและทรัพยากรในการก่อสร้าง (materials and resources) ด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร (indoor environmental quality) ด้านการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (environmental protection) และด้านนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมอาคารเขียว (green innovation) ดังกรอบแนวคิดการดำเนินโครงการแสดงในภาพ

ความสำคัญและที่มาของโครงการ
ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาภาวะโลกร้อนถือเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากไม่ว่าจะในระดับนานาชาติหรือระดับประเทศ ภาวะโลกร้อนเกิดจากสภาพอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศบนโลกสูงขึ้น สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เนื่องจากปริมาณก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases; GHG) เพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์อย่างต่อเนื่องทั้งการใช้พลังงาน การเกษตรกรรม การพัฒนาและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่น ๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน และนับวันปัญหาดังกล่าวก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่างๆในประเทศไทย ข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปี พ.ศ.2563 พบว่าภาพรวมมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณสุทธิ 245,899.56 GgCO2eq (Thailand’s Fourth National Communication and UNFCCC, 2022) ข้อมูลปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 0.8 ของโลกจากการปลดปล่อยทั้งหมด และมากเป็นอันดับที่ 19 ของโลก (กองประสานงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, 2566)
ภาพรวมมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณสุทธิ
0GgCO2eq
จากผลกระทบของภาวะโลกร้อน ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกตระหนักและให้ความสำคัญในการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมถึงประเทศไทย เพื่อให้การดำเนินโครงการที่จะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดบรรลุผลตามความมุ่งหมายตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถ และศักยภาพ ในการแข่งขันของภาคเอกชนและภาคสวนที่เกี่ยวของให้ดำเนินโครงการที่มีส่วนช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ประเทศไทยจึงเข้าร่วมกลไกการจัดการก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ได้จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558 – 2593 เพื่อใช้เป็นกรอบนโยบายในการกำหนดทิศทางของประเทศ (Thailand’s Fourth National Communication and UNFCCC, 2022) รวมถึงยุทธศาสตร์การวิจัยแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2560-2564) ที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงได้กำหนดเป็นประเด็นวิจัยด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เหมาะสม
การพัฒนาขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, 2562) ซึ่งวิธีการและเครื่องมือส่วนหนึ่งที่ใช้ในการรายงานการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (Industrial Process and Product Use: IPPU) คือรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization: CFO) (IPCC, 2006)

ความสำคัญในการเก็บข้อมูล แยกเป็น 3 Scope ดังนี้
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่องล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน และนับวันปัญหาดังกล่าวก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จากผลกระทบของภาวะโลกร้อน ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกตื่นตัวในการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับองค์กรที่สมัครใจทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปัจจัยที่สำคัญคือการเก็บข้อมูลให้ถูกต้องตาม Scope เพื่อการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างถูกต้อง โดยแยก Scope ดังนี้
- SCOPE I: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น การเผาไหม้ของเครื่องจักร การใช้พาหนะขององค์กร (ที่องค์กรเป็นเจ้าของเอง) การใช้สารเคมีในการ บำบัดน้ำเสีย การรั่วซึม/รั่วไหล จากกระบวนการหรือกิจกรรม เป็นต้น
- SCOPE II: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ได้แก่ การซื้อพลังงานมาใช้ในองค์กร ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานไอน้ำ เป็นต้น
- SCOPE III: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่นๆ การเดินทางของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การเดินทางไปสัมมนานอกสถานที่ การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น
(ที่มา : องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน))
Photo by David Gardiner on Unsplash